คันฉายส่อง

Khanchaisong

คันฉายส่อง

พบกับ บทความ / นิยาย สนุกๆที่

สะท้อน
ความเป็นตัวตนของนักเขียน

และจะนำพาผู้อ่าน

สะท้อน
ถึงความเป็นตัวตนของทุกคน

ให้อยากลองทำตัวเองเป็นกระจกดูสักครั้ง

คันฉายส่อง / Me in Mirror || คันฉายส่อง / Me in Mirror


ธรรมชาติ คือสิ่งที่มนุษย์เราอยู่ใกล้ชิดที่สุด เริ่มตั้งแต่ร่างกายเรา สิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา ทั้งต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา น้ำตก ลำธาร แม่น้ำ ท้องฟ้า ท้องทะเล แสงแดด เสียงฟ้าร้อง ฟ้าผ่า และอีกหลายๆอย่าง สิ่งต่างๆดังกล่าวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นธรรมชาติที่อยู่รอบๆตัวเราทั้งสิ้น เราสามารถมองเห็น สัมผัส รับรู้ ถึงการมีอยู่ของสิ่งต่างๆเหล่านี้ได้ เราสามารถใช้ประโยชน์ แปรรูป หรือแม้กระทั่งเรียนรู้ธรรมชาติอันน่ามหัศจรรย์เหล่านี้ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในตัวของเราเอง แต่เรากลับไม่สามารถรับรู้ล่วงหน้า หรือเรียนรู้ เข้าใจมันได้เลย นั่นก็คือ จิตใจของเราเอง ทั้งๆที่ตัวเราเป็นเจ้าของร่างกายนี้ แต่เรากลับมีความสามารถในการใช้งานจิตใจของเราได้น้อยเหลือเกิน น้อยจนบางครั้งเราถูกจิตใจของเราเองครอบงำ บงการตัวตนของเรา ลองนึกถึงจิตใจเราเปรียบเสมือนลูกแก้วที่อยู่นิ่งๆในหัว เราจะไม่สามารถรับรู้ถึงมันได้เลย หากไม่มีการกระตุ้นให้ลูกแก้วเคลื่อนไหว นั่นหมายถึง เราจะรับรู้ถึงจิตใจเราได้ก็ต่อเมื่อ เราตอบสนองต่อสิ่งเร้านั้นแล้ว จนมันถูกผลักไปกระตุ้นให้จิตใจเราตอบสนองขึ้นมา จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เชื้อสายยิว ชื่อว่า ซิกมัน ฟรอยด์ ได้คิดทฤษฎีจิตวิเคราะห์ขึ้นมา และแบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับ คือ

  1. จิตก่อนสำนึก (Pre-conscious)
  2. จิตสำนึก (Conscious)
  3. จิตไร้สำนึก (Unconscious)

    นั่นแสดงให้เห็นถึงการสถิตย์ของจิตใจของเราในระดับที่แตกต่างกัน อันจะทำให้เรามีพฤติกรรมตอบสนองแตกต่างกัน รับรู้ และเข้าถึง จิตใจเราได้แตกต่างกัน ดังนั้นแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน ไม่มีใครเหมือนกันไปซะทุกอย่าง และไม่มีใครต่างกันไปซะทุกอย่าง แต่มีบางอย่างที่มันทำให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างเหมือนกันได้ นั่นก็คือ กระจก กระจกจะสะท้อนภาพที่อยู่หน้ากระจกให้เป็นภาพจริงๆ ณ เวลานั้นเสมอ ผมกำลังพูดถึงทุกๆสิ่งที่อยู่หน้ากระจก มันคือสิ่งๆนั้นจริงๆในกระจก ย้อนกลับไปถึงเรื่องที่บอกเกี่ยวกับจิตใจของเราเอง มันก็ยังเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถมองมันได้ผ่านกระจกอยู่ดี มันน่าขันหากจะบอกว่า นี่คือที่มาของนามปากกา “คันฉายส่อง” อันจะหมายถึงการส่องกระจกก็ไม่ใช่ แต่มันหมายถึง สิ่งที่กระจกมันสะท้อนออกมา ถ้าจะเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนเรากำลังยืนอยู่หน้ากระจก “คันฉายส่อง” มันไม่ได้หมายถึงภาพของคนที่ยืนอยู่หน้ากระจกในกระจกบานนั้น แต่มันหมายถึง สิ่งที่กระจกสะท้อนถึงจิตใจของคนที่ยืนหน้ากระจกในความเป็นจริง หากเช่น คุณกำลังเสียใจแต่ยืนยิ้มอยู่หน้ากระจก ภาพจากกระจกจะสะท้อนแค่ภาพคุณยืนยิ้ม แต่ “คันฉายส่อง” คือสิ่งที่กำลังบอกว่าคุณกำลังน่าเวทนาหนักหนา มันคือสิ่งที่ลึกกว่าที่สะท้อนออกมาจากกระจก มันคือ สิ่งที่คุณเป็นจริงๆ … เป็นสิ่งที่คุณแสดงออกมานอกเหนือจากภาพที่มีในกระจกบานนั้น


ท่ามกลางชีวิตที่รายล้อมไปด้วยสิ่งแวดล้อมที่หลายๆคนขยาดแขยง อย่างชุมชนแออัดที่ชื่อว่า “คลองน้ำใส” ที่น้ำไม่ได้ใสเหมือนชื่อแม้แต่น้อย เรื่องราวชีวิตที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ปัญหาชีวิตครอบครัว มุมมองแนวคิดของ “กล้า” เด็กชายผู้อยู่ในชุมชนแออัดที่มีปัญหาต่างๆนานา เขาจะสู้กับสถานการณ์ต่างๆอย่างไร รับมือกับเหล่าสิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะฉุดเขาลงไปอยู่ใต้โคลนตมในรูปแบบไหน ชีวิตเด็กชายที่ลืมตาดูโลกท่ามกลางความเป็นอยู่ที่ไม่รู้แม้กระทั่งชาติกำเนิดของตัวเอง อาศัยเติบโตมาโดยการเลี้ยงดูของลุงชัย คนหาของเก่า และเด็กวัดอาวุโสของชุมชนแห่งนี้

ใครจะรู้ว่าในสถานการณ์ชายแดนที่จวนเจียนจะก่อให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างประเทศนั้น กองกำลังกลุ่มหนึ่งกำลังพะงักพะง่วนอยู่กับการช่วยเหลือผู้พันหนุ่มชาวกรุงที่เดินทะเล่อทะล่าจนพลัดตกลงไปในหลุมดักสัตว์ ให้ขึ้นมาจากหลุมนั้นด้วยความทุลักทุเล ซึ่งผู้พันผู้นี้คือทหารนายเดียวที่ถูกหน่วยเหนือส่งมาช่วยงานด้านสถานการณ์ชายแดน ผู้เป็นถึงผู้นำหน่วยทหารขนาดเล็ก ทำหน้าที่ในการแทรกซึมหาข่าวตามพื้นที่ที่พิพาท แต่ทว่า ผู้พันหนุ่มผู้นี้กลับไม่เป็นอย่างที่หน่วยพื้นที่นี้ต้องการเท่าใดนัก จน “จ่าเสมอ” ค่อนแคะตลอดว่าเป็น “ทหารติงต๊อง”

ปลัดอำเภอหนุ่มนามว่า “ดำเนิน บวรเดโช” ผู้สอบผ่านและบรรจุลงพื้นที่แรกในฐานะปลัดอำเภอเป็นครั้งแรกของชีวิต กำลังถูกทดสอบบทเรียนในชีวิตจากเหล่าปัญหาต่างๆนานาที่ต้องตามแก้ไขจัดการ ทั้งปัญหายาเสพติด ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า การปล้นชิงทรัพย์ พบเจอกับคนแปลกๆ เหตุการณ์ประหลาดๆ ความไม่เข้าใจวิถีชีวิตชาวบ้าน และอีกหลายเรื่องราวที่ปลัดหนุ่มต้องทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาเหล่านั้น แต่ดูเหมือนเรื่องราวเหล่านั้นมันไม่ได้ง่ายๆแบบนั้น เขาจะอดทนแก้ไขปัญหาที่สั่งสมมานานได้อย่างไร ติดตามเรื่องราวระหว่างการทำงานที่มันจะทำให้เขาได้เติบโตจนเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการก้าวเดินต่อไปของชีวิตดังเช่นชื่อ “ดำเนิน” ของเขา


ถ้าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามันปกติอยู่แล้วละก็คุณอาจจะคิดว่ามันไม่น่าแปลกประหลาดอะไร แต่สิ่งที่คุณเป็นอยู่ตอนนี้คือ คุณเป็น “แมว” และแน่นอนว่าคุณรู้ทุกเรื่องที่มนุษย์พูดคุยกัน เว้นเสียแต่ว่าคุณพูดได้แค่ “เหมียว” กับมนุษย์เท่านั้น แล้วมันจะอลวนอลเวงขนาดไหนถ้าหากมันมีเหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องมีส่วนรู้เห็นกับคดีพิศวงที่เราบังเอิญไปพบเห็นเข้า

“เจ้านายเจ้าข้า … ข้าเมอร์ฟี่มีคดีอีกแล้ว”

สงครามโลกที่ยังคงดำเนินไปท่ามกลางความตื่นตัวของเหล่านานาประเทศ ไทยเราเองก็เช่นเดียวกันในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเหล่าทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเพื่อทำการต่อรองให้ไทยเข้าร่วมมือเป็นพันธมิตรฝ่ายอักษะ โดยต้องการเส้นทางเดินทัพผ่านไปยังพม่า เราจึงต้องยอมร่วมมือกับทหารฝ่ายญี่ปุ่นเพื่อเดินหน้าเข้าสู่สมรภูมิรบที่เชียงตุง เมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของความคลุมเครือทั้งสามฝ่าย ได้แก่ พม่า จีน และไทย เราจำเป็นต้องยึดเชียงตุงเพื่อจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกองทัพญี่ปุ่น จะเป็นอย่างไรเมื่อชายชาวนาธรรมดาๆจำเป็นต้องถูกเกณฑ์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบูรพาข้ามป่าเขา เดินทางไกลหลายพันกิโลเมตรเพื่อไปยึดเมืองต่างถิ่นที่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน

ชาติชาย หรือ ไอ้ชาติที่ชาวบ้านต่างพากันเรียกขานแทนตัวเขา บุรุษหนุ่มลึกลับที่อาศัยอยู่บ้านแสนโดดเดี่ยวท้ายหมู่บ้าน ธารทับทิม กำลังวิ่งหน้าตาตื่นบุกป่าฝ่าดงหนามลัดทุ่งวิ่งตรงดิ่งมายังบ้านหลังหนึ่งซึ่งเป็นที่ทำการผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านนั้นนั่นเอง เสียงหายใจถี่หอบแฮกชี้มือวนหัวพัลวัน พลางทำท่าทางปัดไม้ปัดมือเป็นนัยให้หลีกทางตนไป เสียงฝีเท้าที่กระแทกดินแห้งผากถี่ยิบ ฝ่าดงชาวบ้านที่กำลังนั่งเตรียมชมหนังกลางแปลงกันอยู่ จนผู้คนแถวนั้นต่างสงสัยในความวิ่งแจ้นหน้าตาตื่นของไอ้ชาติผู้นี่ พอพ้นลานโล่งก็ถึงชานบ้านผู้ใหญ่ ไม่ทันได้อ้าปาก ผู้ใหญ่จงก็สวนถามทันควัน “ไอ้ใบ้ ร้อยวันพันปีมึงไม่เคยเข้ามาเดินในหมู่บ้าน วันนี้มึงวิ่งหน้าตาตื่นมา มีอะไรวะ” …


Khanchaisong
  • ในทรรศนะของฉันกับหนึ่งวันบนดาวเคราะห์ (ตอนพิเศษ)
    เราตอบคำถามการใช้ชีวิตของเราครั้งสุดท้ายตอนไหน เราเคยถามคำถามเหล่านี้ไหม ชีวิตเราเคยทำอะไรที่มันแตกต่างจากเดิมไหม เรากำลังเชื่อสิ่งใดเพราะใครบอกหรือเรารู้ด้วยตัวเราเอง สิ่งอะไรก็ตามที่มันเกิดเพราะอะไร หรือเพราะมันต้องเกิดอยู่แล้ว แล้วอะไรคือประโยชน์จากการที่เรามีชีวิตอยู่?
  • ในทรรศนะของฉันกับหนึ่งวันบนดาวเคราะห์ (ตอนที่ 1 โลกของเรา)
    ธรรมชาติต่างเดินไปพร้อมๆกับที่มนุษย์เราก็เดินไปแบบเดียวกัน ต่างกันที่ใครคือผู้สร้าง ใครคือผู้กำหนดทิศทางการเดินเหล่านั้น และใครคือผู้อยู่รอด

ช่องทางการติดตามเพิ่มเติม

สามารถสนับสนุนเราได้ทางช่องทางต่อไปนี้

Lightning network (Tippin Me)

LN-tippin-me

Bitcoin

BitcoinQR

หรือสนับสนุนผ่านช่องทาง Verified creator เพียงแวะชม หรือให้ทริปเราผ่านเว็บบาวเซอร์ Brave

<strong><span style="color:#ffffff" class="tadv-color">Mr.Good (</span><em><span style="color:#ffffff" class="tadv-color">Admin</span></em><span style="color:#ffffff" class="tadv-color">)</span></strong>
Mr.Good (Admin)

นักนิยมศึกษาธรรมชาติ ออกเยื้องยาตรลุไปในไพรสณฑ์
ล่องเหนือจรดใต้ตามกมล
เฉกเช่นคนรักษ์ป่าน่าดูจริง